Messages

AobOun Family ตะลุย HK และญี่ปุ่น 4 เมือง (Jan 2019)

admin Jan 29 2019

AobOun Family ตะลุย HK และญี่ปุ่น 4 เมือง (Jan 2019)
#ลุยกันมาก #จองรถไว้ไม่ได้ใช้ #นั่งรถไฟไป4เมือง #เปลี่ยนเมืองกันทุกวัน
#มีเด็ก1ขวบ4ขวบ #คุณตาคุณยายวัย67
#ทรหดแค่ไหนถามใจเธอดู

 

 

เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม ตาลและสามีไปดูงานที่ฮ่องกง และเลยถือโอกาสนี้พาคุณพ่อ คุณแม่และเด็กๆไปเที่ยวญี่ปุ่นกันต่อ ทริปนี้มีหลายเหตุการณ์ที่ไม่เป็นตามแพลนเยอะเลยค่ะ ตั้งแต่เราจองรถไว้จากเมืองไทย แต่ปรากฏเราขับรถกันไม่ได้ แพลนเราเที่ยวทั้งหมด 4 เมือง จองบ้านอีก 3 เมือง (ไว้มารีวิวบ้าน 3 เมืองที่เราไปพักมาค่ะ เด็ดๆดีๆ ทั้งนั้น) พอไม่มีรถนี่หนักเลยนะคะ กระเป๋าพวกเราก็เยอะมาก มีทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และเราจะเดินทางกันยังไง

 

จุดประสงค์ที่เขียน Blogนี้ เพื่อแชร์ประสบการณ์ที่ตาลเจอมาระหว่างเดินทาง และเราท่องเที่ยวยังไงกับลูก 2 คน เมื่อก่อนมีอบอุ่น 1 คน เราเที่ยวกันสบายมาก แต่พอลูก 2 นี่โหดขึ้น แต่สนุกขึ้นมาก ที่สำคัญลูก 1 ขวบ เราก็พาลูกเที่ยวกันเลยค่ะ

ก่อนอื่นเราต้องบอกว่าคราวก่อนเรามาโตเกียว เราก็ใช้ license ใบขับขี่ ไทย ที่มีภาษาอังกฤษ หรือตอนไปเมลเบิร์นเราก็ใช้ license นี้มาตลอด มาคราวนี้ที่ Osaka เราต้องใช้ int'l license ใบขาวๆค่ะ แต่เราไม่ได้ทำมา เราตกม้าตายกันเลยทีเดียว ตาลจองที่พัก 3 เมืองไว้เรียบรัอยแล้วก่อนมา เตือนก็เตือนคุณสามีแล้ว แต่เค้ามั่นใจมากว่ายังไงก็ใช้ใบนี้ขับได้ทั่วโลก 5555555 ยังดีว่าที่นี่คือญี่ปุ่น และดีกว่าอีกที่เรารู้ตัวไว้ตั้งแต่คราวนี้ ถ้าจองรถไว้ และใช้ไม่ได้ ในประเทศที่เดินทางยากๆคงหนักหน่วงกันมากกว่านี้เลยทีเดียว (พยายามมองหาสิ่งดีๆที่ซ่อนอยู่ เรียกง่ายๆคือหาวิธีปลอบใจตัวเองค่ะ)55555

 

เราลงเครื่องบินที่สนามบิน Kansai,Osaka แพลนเพื่อไปเที่ยว Aquarium ที่ Osaka ที่ขึ้นชื่อว่าอันดับใหญ่ต้นๆของเอเชีย และไปเที่ยวต่ออีก2เมือง และอีก 3 วันกลับมา Osaka ต่อ

ลงเครื่องปุบ ตาลก็พาเด็กๆเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะหนาวแบบลมมา แบบหนาวสั่นเลยค่ะ ส่วนคุณสามีไปจัดการเรื่องรถค่ะ

ในระหว่างนั้นตาลก็จัดการแบ่งกระเป๋า จริงๆแยกมาแล้ว จัดกระเป๋าแบบแยกตามเมือง และต้องหา Locker เช่าที่ Osaka เพื่อเก็บกระเป๋าใบที่ต้องใช้ Osaka เพราะแม้จะเช่ารถ เราก็คงเอาไปได้ไม่หมด

เอ้...ผ่านไปสักพักใหญ่แล้ว คุณสามียังไม่มา เราเลยตามไปดู ปรากฏคุณสา ยกมือแบบส่ายๆและบอกไม่ได้รถนะ! หูเราฝาดไปป่าว (ตอนนั้นเช้ามาก และหนาวมาก กำลังงงๆเลยค่ะ)

โมเม้นท์ที่สามีบอกไม่ได้รถนะ นี่เบลอไปหมดเลยค่ะ ตายๆๆๆที่พักจองไว้อีก 2 เมืองจะทำยังไง เราจะแบกของไปกันยังไง เดินทางไปยังไง กระเป๋าเราก็เยอะกันมากๆ เพราะเดินทางทั้งหมด 8 วัน และไปเมืองหิมะด้วย เสื้อผ้าลูกนี่ อัดแน่น ต้องอุ่นไว้)

 

OK!! ในเมื่อเราไม่มีรถใช้ ทีนี้เราต้องเดินทางกันโดยให้มีสัมภาระให้น้อยชิ้นที่สุด!! ใบที่เราแยกเพื่อใช้ที่ Osaka เราต้องหาที่ฝากกระเป๋าให้ได้ และในที่สุดเราเจอที่สนามบิน เป็นบริการของ Japan Post เลยค่ะ เค้าจะส่งกระเป๋าเราไปยังที่พัก ตามวันเวลา สถานที่ที่เราต้องการให้กระเป๋าถึง

(เคาน์เตอร์ Post นี้ค่ะ ที่ให้บริการส่งกระเป๋าไปยังที่พัก และขาย Sim โทรศัพท์ด้วยนะคะ)

และภาพนี้ที่ จนท มาส่งกระเป๋าอีก 3 วันต่อมา ถึงที่พักเราเลยค่ะ

จัดการเรื่องกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยเราตัดสินใจนั่ง JR จาก Osaka ไป Kyoto แต่ ลงเครื่องจาก Hongkong ถึง Osaka เช้าตรู่ ช็อคเรื่องไม่ได้รถ จัดการเรื่องกระเป๋าอีก เที่ยว Aquarium ต้องตัดทิ้ง ทำเราเบอล และหมดแรงไปตามกันๆ พอขึ้นรถไฟอีกเท่านั้นล่ะ ช็อกต่ออีกรอบสอง!! เพราะคนนั่งรถไฟเยอะมากๆๆๆ จนเรางงว่าทำไมมันเยอะกว่าจำนวนที่นั่ง และเกิดคำถามกันว่ามันมีตั๋วยืนด้วยหรอ 55555555 ทำให้เรารู้ว่าถ้าเราซื้อ ticket แบบไม่ reserved seat จะต้องไปอยู่ในขบวนที่ open seat โชคดีก็ได้นั่ง แต่ถ้าโชคดีน้อยไปหน่อยก็จะได้นั่งพื้นแบบเรา (นี่มันวันอะไรของครอบครัวอบอุ่นเนี๊ย)55555

 

เรียกได้ว่าเป็นการต้อนรับสู่ญี่ปุ่นอย่างสาหัสกันเลยทีเดียว ทั้งง่วง เหนื่อย หิวมากกกกก และยังต้องมานั่งพื้นอีก แต่แปบเดียว จาก Osaka – Kyoto เพียง 1 ชม. เท่านั้นเอง

แม่หน้าสดเลยค่ะ ทริปนี้แทบไม่มีเวลาแต่งหน้า แต่งตัวสวยเลยค่ะ พอมีลูกสอง การเที่ยวนี่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

อยากเที่ยวแบบสวยๆต้องรอลูกโตนะฮ้าาาาา ตอนลูก 1 นี่สบายมาก รูปสวยทุกรูป หน้าเปะตลอดๆ555

 

ถึง Kyoto ณ แพลนเดิมที่มีรถไว้ เราแพลนไว้ไปเที่ยววัดทอง, วัดน้ำใส, ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ หรือศาลเจ้าแดง (Fushimi Inari Shrine)

มาดูกันนะคะ สภาพไม่มีรถ ไปกันเอง จะเที่ยวได้กี่ที่กัน

ถึง Kyoto แล้ว นั่งรถไฟ เพิ่งนั่งเครื่องมาถึงอีก แก้ปัญหากันอีก ผู้ใหญ่เหนื่อยเหลือเกิน แต่เด็กๆยังคงยิ้มเริงร่าแบบนี้กันค่ะ

 

วันที่มาถึงวันแรกเราอยู่แต่ที่ห้าง Isetan ที่อยู่ติดกับที่เราลงรถไฟเลย ทานอาหานกัน เดินเล่น และนั่ง Taxi เข้าที่พักกันเลยค่ะ เพราะหมดแรงกันจริงๆค่ะ

อย่างที่ราเล่าว่าเป็นการเดินทางจาก HK ที่เราไปอยู่และเที่ยวมาแล้ว3วัน วันที่ถึงญี่ปุ่นเรียกได้ว่าเป็นวันที่4ของทริปแล้ว

เราแทบไปไหนกันต่อไม่ไหว อยากไปบ้านพักกันเลย เพื่อพักพรุ่งนี้จะไปไหนต่อ เดินทางยังไง ค่อยว่ากันต่อ เพลียเหลือเกินรถก็ไม่มีใช้ T—T เพื่อนๆก็ใจดีส่ง private guide ให้ แต่เรามิอาจสู้เรทวันละ 20,000 บาทได้ค่ะ และแอบเสียดายค่าเช่ารถที่จองและจ่ายไปแล้วเยอะะเหลือเกิน ซิก ซิก

บ้านพักที่ Kyoto เราจองไว้ เป็นบ้านเก่าแก่ร้อยปี ไว้มารีวิว ได้กลิ่นอายความเป็น Local ขั้นสุดค่ะแต่ทำเฌอเอมร้องไห้เกือบทั้งคืน จากเด็กไม่ขี้แย ไม่งอแงเลย หลอนๆนะคะ55555555

 

 

วันรุ่นขึ้น เราออกบ้านกันก็สายแล้ว เดินหาร้านอาหาร ไปเจอร้าน Local เป็นคุณป้าทำอาหาร ช่วยกันกับลูกชาย คุณป้าพูดอังกฤษไม่ได้เลย ต้องใช้แอพช่วยกับชี้ๆสั่งกัน55555 พออาหารมานี่แบบ อร่อยมากกกกกก เจอแบบเดินผ่าน และบอกเลย มื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่นสำหรับทริปนั้นก็ว่าได้

เราจากนั้นเรานั่ง Bus ไป Terminal และเก็บกระเป๋าไว้ Locker เสุดท้ายราจะได้เที่ยวเพียงที่เดียว (ตอนนั้นก็บ่ายสามแล้ว) เราเลือกไปวัดทองกัน เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดเลย ไปถึงนี่เห็นของจริง สวยงามจับใจจริงๆค่ะ ด้วยความสวยงามของวัดสีทอง สะท้อนกับน้ำด้านล่างเป็นวิวที่สวยงาม และบรรยากาศรอบๆวัดที่สะอาด ที่ดูร่มเย็น เรายังประทับใจ จนถึงตอนนี้เลยค่ะ


หลังจากเที่ยว Kyoto เราตัองตัดสินใจกันว่าในเมื่อไม่มีรถ เราจะกลับ Osaka และไปชิวด์ๆไหม ไป Aquarium, Universal และเดินเที่ยวเมืองชิวด์ เพราะมีทั้งเด็กและคนแก่ หรือถ้าเลือกตามแพลนเดิม คือไป เมืองTakayama ต่อด้วย บ้านหมู่บ้านชาวนา Shirakawago

คือต้องนั่ง JR-Shinkansen กันทุกวัน จะเอายังไงดี.... ทริปนี้มีทั้งเด็กเล็ก และคุณพ่อ คุณแม่ไปด้วย

 

สุดท้าย.. ไหนๆเราเดินทางแล้ว ตัองลุยถึงไหนถึงกัน

เรานั่ง Shinkansen จาก Kyoto ไป Nagoya และนั่ง JR ไปต่อ Takayama   คราวนี้ และทุกคราว เราไม่พลาดแล้ว ด้วยการซื้อตั๋วแบบ reserved seats ค่ะ แพงกว่าหน่อย แต่มีที่นั่งชัวร์ค่ะ (เราได้นั่ง Shinkansen กันครั้งแรกด้วย แพงหน่อย แต่ประหยัดเวลาที่เรามีอยู่น้อยนิดที่ญี่ปุ่น) 

เราเดินทางจาก Kyoto – Nagoya ด้วย Shinkansen และนั่งรถไฟ JR ไปต่อด้วย Takayama เวลารวมทั้งหมด 3 ชั่วโมง ขอบอกเลยว่าพวกเราวิ่งขึ้นรถไฟซะส่วนใหญ่ เกือบพลาด เกือบตกตลอด 55555555

 

ถึง Takayama เมืองเล็กๆ ที่รอบล้อมด้วยภูเขา เกือบเที่ยงคืน ระหว่างทางก็คิดไว้ว่าเราจะเจอหิมะไหม ไม่เจอก็ไม่เป็นไร  และพอถึงเราก็ต้องลุ้นอีกว่าจะมีรถ Taxi ไหม รอ 10 นาทีที่ Terminal สุดท้ายมีจริงๆ เพราะรอบรถไฟที่เรามา เป็นรอบสุดท้ายของวัน ถ้าไม่มีก็ไม่รู้เลยจะเข้าที่พักยังไง 

และที่ Takayama เอง ตรง Terminal ถือเป็น First snow ของอบอุ่นและเฌอเอม รวมถึงมี๊ด้วย เราไม่เคยพาลูกเที่ยวอากาศหนาวแบบนี้ และนี่คือครั้งแรกที่อากาศติดลบ 4 องศา แต่เด็กๆสู้มากๆ

 

ตาล Surprise ครอบครัวด้วยบ้านพักที่ Takayama บ้านพักแนว minimal แต่ครบครับด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มี 2 ส่วน โซนบ้าน 2 ชั้น และไฮไลท์อยู่ที่ห้องน้ำที่แยกออกมาต้องฝ่าหิมะมา (ห้องน้ำแบบ shower ในบ้านก็มี ชั้น 2 นะคะ) แต่ใครใจกล้าๆหน่อย เดินฝ่าหิมะ มาอาบน้ำและชมวิวหิมะแบบอบอุ่น ฟินน่าดูค่ะ แต่แม่ไม่มีเวลาชิวด์นักค่ะ เพราะต้องเก็บของเดินทางต่อ

วันรุ่งขึ้นเราเดินเล่น   Morning Market เดินชิวด์ชมเมือง กลับมาเก็บของเดินทางกันต่อ และให้คุณลุงคนขับ Taxi พาไปถ่ายรูปที่สะพานแดง  Landmark ของเมืองค่ะ 55555

เรานั่งบัสจาก Takayama ไปต่อ Shirakawago (ใช้เวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ) หมู่บ้านชาวนาเก่าแก่ถึง 300ปี  ที่ยังคงความงดงาม และ UNESCO ยกย่องให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย ที่ที่ตาลอยากพาพ่อ กับแม่มา และพาอบอุ่น เฌอเอม มาเล่น Snow ระหว่างทางมาก็สวยเหลือเกิน สุดท้ายเด็กๆตื่นเต้น กับวิวระหว่างทางมากๆ ทุกคนมีความสุขมากจริงๆค่ะ ตาลนี่เหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ

ตอนซื้อ Ticket ที่ Terminal ที่ทั้งขากลับจาก Shira และต้องไป Osaka กันต่อคืนนั้นเลย เราต้องคำนวนเวลาเดินทางกันอย่างรอบคอบสุดๆ เพราะเวลากลับจาก Shira เราต้องเผื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ Locker และให้ดีควรมีเวลาทานอาหารเย็น สุดท้ายเราเลือกนั่ง JR ไป Nagoya รอบสุดท้ายของวัน และนั่ง Shinkansen ต่อไปที่ Osaka

ระหว่างเปลี่ยนเมือง นั่งจาก JR เป็น Shinkansen ก็ต้องวิ่งตลอดทางทำเวลากันสุดๆ ไหนจะลูกเล็ก ไหนจะลากกระเป๋า ไหนจะต้องหาลิฟท์ ทุกครั้งที่เจอลิฟท์อบอุ่นจะต้องบอกนี่ไงๆๆๆ55555 ไหนจะต้องมองหา platform ที่เราต้องไปอีก เรียกได้ว่า เราวิ่งกันตลอดจริงๆ ทุกคนผู้ร่วมเดินทางอึดและทรหดกันมากๆๆ

ในที่สุดเราถึง Osaka ห้าทุ่มกว่า ถึงดึกอีกตามเคย ก็ต้องมานับหนึ่งเรื่อง Subway ว่าต้องลงสถานีไหน ไปยังไง ทุกคนก็ง่วงๆ และที่สำคัญ ต้องช่วยกันมองหาลิฟท์ค่ะ เพราะของเยอะมาก รถเข็นลูกอีก 55555 วันนั้นเราเข้าที่พักกันเที่ยงคืนกว่าๆ สลบกันไปเลย บ้านพักมี 3 ชั้น ห้องนอนอยู่ชั้นบนสุด เรียกว่าปีนขึ้นบ้านนอนเลยค่ะ

 

อีกวันกระเป๋าก็มาส่งที่พัก เราจัดการว่าวันรุ่งขึ้นจะไปสนามบินยังไง สุดท้ายเราใช้บริการ Taxi โดยเลือกเป็นรถ Hiace ซึ่งใหญ่กว่า Alphard จะบอกว่าทริปนี้ตาลพลาดหลายย่าง จริงๆมีสิทธิ์Limousine ไปสนามบิน ใช้ที่ HK ไปแล้ว ถ้าแพลนดีๆตอนรู้ว่าไม่ได้รถ ก็โทรจองเลย แต่นี่ใช้ชีวิตแบบแก้ปัญหาระหว่างวันเลยทีเดียว ทิ้งเงินค่าเช่า และนี่ทิ้งสิทธิ์และต้องมาจ่ายเงินกับสิ่งที่ไม่ควรจ่ายอีก --" เพราะมันต้องจองก่อนล่วงหน้า 72 ชั่วโมง

 

จองรถเสร็จ เราก็ขอมีวันชิวด์ๆบ้าง แบบไม่ต้องวิ่งได้ไหม 5555555

ที่ Osaka เราไปศาลเจ้าชื่อดังที่ Sumiyoshi Zukuri ตอนเย็นมาเดินช้อปที่ Dotonburi ส่วน Universal เราต้องยกเลิกไป เพราะหมดเวลาไปกับการเดินทางระหว่างเมืองแล้ว ไว้รอบหน้าเราไม่พลาดกันแน่นอน ตาลและสามีไปกันมาแล้วที่ SG ตั้งแต่ตอนยังไม่มีลูก แต่แม่ไม่อินเท่าดิสนีย์แลนด์ ที่เหลืออีกไม่กี่ที่ที่เราต้องไปตะลุย (กับลูกๆ)ให้ครบทุกที่ที่มี Disneyland 

 

สุดท้ายพวกเราทุกคนอึดมากทั้งคุณตา คุณยายวัย 67 โดยเฉพาะเฌอเอม ที่เป็นการเดินทางมา ตปท ครั้งแรกของนู๋เฌอ และต้องเจออากาศหนาว ถึงลบ 4 องศา ส่วนพี่อบอุ่นเดินทาง ตปท หลายครั้งแล้ว ลุยกับพ่อแม่มาตลอด มารอบนี้น่ารักช่วยดูแลน้องตลอด แต่ตอนที่ HK ก็ดื้อสุดๆทำแม่น้ำตาแตกเพราะความงอแงมาแล้ว เลยคุยกันถ้ายังเอาแต่ใจ มี๊จะเดินทางกลับไทยเลย ไม่มาญี่ปุ่นต่อแล้ว อบอุ่นมาขอโทษและสัญญาจะไม่ดื้อ และไม่เอาแต่ใจแล้ว สุดท้ายลูกก็รักษาสัญญาและเป็น Good Helper ตลอดทริป ทั้งช่วยยกรถเข็นน้อง, ช่วยหาลิฟท์ทุกstation55555 ,  รักษาเวลาในการเดินทาง

ทริปนี้ตาลเตรียมเสื้อผ้าแบบลูกอุ่นชัวร์ เพราะกลัวเหลือเกินเด็กๆจะไม่สบายระหว่างเดินทาง

อ่าน tips ด้านล่างนะคะ พร้อมยาไปครบทุกอาการ (ไว้มาลงแนะนำรอบหน้านะคะ)

 

Tips เดินทางอากาศหนาวแบบติดลบ:

-       ด้านในล่างสุดของเด็กๆเราใส่ Ultra heattech ของ uniqlo ให้แนบเนื้อที่สุด และต้องเป็นแบบ Extra warm นะคะ เลือกไม่ใส่ลองจอนหนาๆตอนกลางวัน เพราะมันจะต้องมี coat ทับอีกจะยิ่งหนาไปอีกค่ะ ส่วนกลางคืนใส่ลองจอนค่ะ ทั้งล่างและบน เอาไปไม่ต้องหลายชิ้น ใส่กลางคืนสลับๆซ้ำๆได้ค่ะ 

-       ชั้นกลางใส่เสื้อไหมพรมปิดคอ เพื่อให้อุ่นยิ้งขึ้นค่ะ ชั้นสุดท้ายใส่ coat ขนเป็ด กันลม กันละอองน้ำ ถ้าไม่ขนเป็ดจะเป็นอะไรก็ได้ค่ะ เน้นลูกใส่แล้วอุ่น

-       คอ เท้า มือ ตัองอุ่นเข้าไว้ ตัวดีคือลมนะคะ ไม่ใช่หิมะ เรามี stroller cover ช่วยได้อีกเยอะจริงค่ะ ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ต้องครบค่ะ 

กลับมาทริปนี้ ไม่มีเด็กป่วยสักคนเลยค่ะ มีแต่แม่เจ็บคอแทน บอกแล้วทริปนี้แม่เตรียมความพร้อมให้เด็กๆเต็มพิกัดค่ะ

-       ประกันการเดินทาง โดยเฉพาะมีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุไปด้วย ทำไปเลยค่ะ อุ่นใจดีค่ะ หากใครป่วยหาหมอระหว่างเดินทางได้เลย หรือของหาย ประกันก็ดูแล (ตามเงื่อนไขนะคะ) ตามMobile bankingมีให้ซื้อได้นะคะ สะดวกมากๆค่ะ

-       ทุกทริปการเดินทาง มีการเรียนรู้ตลอด ที่สำคัญคือการได้ใช้เวลาที่มีคุณค่ากับครอบครัว และการช่วยกันแก้ปัญหา และต้องลุยไปด้วยกัน ทุกสถานการณ์

-       ทริปนี้หมดสนุกแน่ ถ้าหากมัวแต่ทะเลาะกัน โทษกันเรื่องใบขับขี่ (ที่ทางเราก็เตือนคุณสาแล้ว)

ก็เพราะการเดินทางสิ่งสำคัญสุดไม่ใช่ปลายทาง แต่คือ moment ขณะเดินทางต่างหากค่ะ :)

 

มันทำให้เราได้ค้นพบเลยว่า ช่วงเวลาที่เราได้อยู่บนรถไฟ (เราอยู่บนรถไฟกันเยอะจริงๆค่ะ) เราได้เล่นเป่ายิงฉุบกัน ได้เล่นมานีขายหนมครกกัน ได้หัวเราะกัน มันมีค่ามากๆเลยค่ะ   ตรงกันข้ามหากเราได้รถ เราอาจจะพลาด moment ดีๆแบบนี้ได้ก็ได้ อาจจะต้องช่วยกันหาทาง หลงทาง ปะป๊าขับรถเหนื่อย จนไม่ได้ใช้เวลากับพวกเรา แต่แบบนี้สิ การไม่มีรถขับก็ดีไปอีกแบบ เราได้ spend quality time ด้วยกันจริงๆ มันกลับทำให้เราได้ค้นพบความสุขระหว่างการเดินทางอย่างมากมาย

  

เรื่องแย่ หรือเรื่องอะไรที่เกิดกับเรา เชื่อสิ มันมีสิ่งที่ดีๆซ่อนอยู่เสมอ

 

Things happen for a reason!

 

รอบหน้าจะมาแนะนำยาที่ตาลพกติดไปด้วยนะคะ รอบนี้จัดแน่น ครบมากค่ะ เพราะมีไปเมืองเล็กๆ กลัวลูกป่วยมากก่อนไป ฝากติดตามด้วยนะคะ :)


#messagesfrommomtomoms_bykidsociety